วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การบริหารจัดการยุคใหม่

การบริหารจัดการยุคใหม่
          วิวัฒนาการด้านการบริหารจัดการของโลกเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สามารถแบ่งยุคของการบริหารจัดการออกมาคร่าวๆได้คือ
          1 ยุคเกษตรกรรม (Agriculture Era) ยุคนี้ไม่มีอะไรที่เป็นรูปแบบมากนัก มนุษย์ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ กิจกรรมหลักมุ่งไปทางด้านการเกษตร การบริหารจัดการในยุคนี้จึงไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ
          2 ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Era) ยุคนี้ถัดมาจากยุคเกษตรกรรม จุดต่ออยู่ที่ประมาณ 130 มาแล้ว ตัวจุดประกายให้เปลี่ยนยุคมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการคิดค้นเครื่องจักรต่างๆมากมาย เริ่มมาจากประเทศอังกฤษเป็นผู้นำ แล้วแพร่ขยายไปทั่วโลก ทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาดินฟ้าอากาศมาพึ่งเครื่องจักรแทน การบริหารจัดการด้านอุตสาหกรรมเน้นการผลิตปริมาณมาก และตลาดอยู่ในมือผู้ผลิต คนทำงานถูกมองเหมือนเครื่องจักร มีระบบการบริหารจัดการเกิดขึ้นมากมายซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การผลิตให้ได้มากๆ และมีการแบ่งงานกันทำตามความสามารถ คนในยุคนี้จึงทำงานเหมือนเครื่องจักร
           3 ยุคสารสนเทศ (Information Technology Era) ยุคนี้ถัดมาจากยุคอุตสาหกรรม จุดต่ออยู่ที่ประมาณ 30 ปีมาแล้ว ตัวจุดประกายให้เปลี่ยนยุคมาจากการปฏิวัติระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่น Main frame ถูกพัฒนามาเป็น PC และต่อมาจนเป็น Notebook จุดพัฒนาต่อมาจากคอมพิวเตอร์ก็คือโทรศัพท์มือถือ ในขณะเวลาใกล้เคียงกันก็เกิดอินเทอร์เน็ตขึ้นมา พัฒนาการของระบบสารสนเทศเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ระบบการบริหารจัดการจึงเปลี่ยนไปด้วยเพราะตลาดเริ่มเปลี่ยนมาอยู่ในมือของผู้ซื้อ การแข่งขันกันในด้านธุรกิจจึงสูงมาก ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการต้องสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ระบบการบริหารจัดการมุ่งเน้นไปที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
          เป็นปกติธรรมดาที่ระบบต่างๆเหล่านี้จะเริ่มมาจากภาคอุตสาหกรรมก่อน หลังจากนั้นภาคการบริการเอกชนจึงปรับตามไม่เช่นนั้นก็คงสื่อสารกันไม่ได้ และในที่สุดภาคการบริการของรัฐก็ต้องปรับตามไปอีกเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเอกชนก็จะหนีไปลงทุนที่อื่นหมด เพราะพูดกับรัฐไม่รู้เรื่อง เนื่องจากการบริหารจัดการล้าหลังตามเอกชนไม่ทัน
          ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในด้านพัฒนาการของสิ่งเหล่านี้ เพราะประเทศไทยมุ่งการพัฒนาประเทศในทางอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหรรมภายในประเทศจึงมีมากมาย ที่รวมถึงอุตสาหรรมที่มีการส่งออกเป็นจำนวนมหาศาล การนำระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยมาใช้จึงไม่ได้เน้นที่การพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้แต่เพียงอย่างเดียว ยังจำเป็นต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้ว่ากิจการของตัวเองมีพัฒนาการที่ทันสมัยและเป็นสากล ซึ่งจำเป็นต้องมีการขอรับการรับรองระบบการบริหารจัดการ จากองค์กรที่เป็นสากล เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ
          ระบบการบริหารจัดการจึงถูกมองออกเป็น 2 รูปแบบคือระบบที่ทำไปแล้วไม่สามารถขอการรับรองได้ กับระบบที่สามารถขอการรับรองได้ องค์กรที่ทำระบบประเภทแรกเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นจะพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง เป้าหมายในการวางระบบมุ่งไปที่การพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ระบบพวกนี้ก็ได้แก่ 5ส, QCC, Balanced Scorecard, ระบบลีน ระบบ TQM และระบบอื่นๆอีกมากมาย สำหรับองค์กรที่พัฒนาตนเองโดยนำระบบงานที่มีการรับรองมาใช้หากมีความตั้งใจที่ถูกต้องก็จะได้สองต่อคือมีระบบงานที่ดีด้วยและได้รับการรับรองจากองค์กรที่เป็นสากลเพื่อเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย
          อย่างไรก็ตามการนำระบบงานประเภทที่สองนี้มาใช้กลับเป็นดาบสองคม เพราะวัตถุประสงค์ในการทำระบบนั่นเอง วัตถุประสงค์ควรจะมาจากการที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องวางระบบให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แล้วถือว่าการได้รับการรับรองเป็นผลพลอยได้ หากเป็นเช่นนี้ก็จะได้สองต่อตามที่ว่าไว้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่องค์กรจำนวนมากที่น่าจะเกินครึ่งด้วยซ้ำในประเทศไทยที่วางระบบประเภทนี้ได้ยกเอาวัตถุประสงค์ของการได้รับการรับรองขึ้นมาก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการรับรอง และอาจไม่สนใจด้วยซ้ำว่าองค์กรของตนจะพัฒนาขึ้นหรือไม่ ประกอบกับองค์กรที่ให้การรับรองที่เน้นไปที่การทำธุรกิจว่าจะต้องมีลูกค้ามากๆ การรับรองจึงเป็นไปอย่างหละหลวม ทั้งที่ตั้งใจจะให้มันหละหลวมและไม่ตั้งใจ จนในที่สุดระบบประเภทหลังนี้ก็ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะความเสื่อมไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบ แต่ไปอยู่ที่ตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั่นเอง
          เป็นที่เข้าใจกันดีว่าในยุคปัจจุบันการที่จะนั่งทำงานประจำกันไปวันๆ หากเป็นภาคเอกชนก็ไม่มีทางที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว และหากเป็นภาครัฐที่พึงพิงแต่งบประมาณที่รัฐให้มาแต่อย่างเดียว โดยไม่มีการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนผู้มารับการบริการก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ และความจริงใจของผู้บริหารได้อย่างชัดเจน ดังนั้นทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการนำระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมมาใช้อย่างตั้งใจจริง
          พัฒนาการของระบบการบริหารจัดการของประเทศไทยนั้นมีมากมาย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าระบบงานเหล่านี้ โดยมีน้อยนักที่เราจะคิดขึ้นมาเอง การนำเข้าของประเทศไทยเป็นไปอย่างหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกที่สร้างระบบเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่นที่เป็นต้นตอหลัก ย่อมเป็นธรรมดาที่ว่าใครสร้างสิ่งใดขึ้นมาก็ต้องเป็นไปตามวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมของผู้สร้าง การที่จะนำสิ่งที่ผู้อื่นสร้างไว้มาใช้จำเป็นต้องเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจไม่สามารถนำมาใช้แบบ copy ได้ 100%
          ในอดีตผู้บริหารเพียงรู้จักวิธีการบริหารจัดการในระดับ POSTCoRB ที่ประกอบด้วย P = Planning (การวางแผน), O = Organizing (การจัดองค์กร), S = Staffing (การจัดคนเข้าทำงาน), D = Directing (การสั่งการ), Co = Co-ordinating (การประสานงาน), R = Reporting (การรายงาน) และ B = Budgeting (การงบประมาณ) ก็สามารถบริหารงานให้ดีได้แล้ว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป POSTCoRB แค่นี้ไม่พอ ผุ้บริหารต้องรู้จักการบริหารเชิงกลยุทธ์ รู้จักวิสัยทัศน์ รู้จักกลยุทธ์ รู้จักกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมาย มีภาวะผู้นำ รู้เรื่องการทำงานเป็นทีม รู้เรื่องการกระจายอำนาจ และอีกมากมาย จึงจะเป็นผู้บริหารที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบอยู่ในระบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ทั้งสิ้น
          ด้วยความหลากหลายเหล่านี้ ประกอบกับไม่สามารถมองภาพรวมออก จึงทำให้เกิดความเข้าใจในระบบเหล่านี้ไม่ชัดเจนพอ ผมจึงได้พยายามเขียนบทความออกมาเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ เนื่องจากเนื้อหาสาระจึงมีมาก และอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มเติมเมื่อกาลเวลาผ่านไป จึงได้จัดทำ website ที่เป็นเรื่องราวเหล่านี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่http://www.topofquality.com โดยเข้าไปที่เมนู “บทความ” หัวข้อต่างๆจะพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีหัวข้อดังต่อไปนี้
 ที่มา  http://www.gotoknow.org/posts/472110

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น